จากกะต๊อบไม้ไผ่สู่รีสอร์ตรักษ์โลกระดับสากล: เส้นทาง 45 ปีแห่งความสำเร็จของ “กะตะ กรุ๊ป”

โพสต์เมื่อ พฤษภาคม 5, 2026 | โพสต์ใน Brand News, Sustainabillity
From Bamboo Bungalows to Sustainable Sanctuaries: The 45-Year Journey of Kata Group

จุดเริ่มต้นของ ‘กะตะกรุ๊ป’ (Kata Group) มาจากการสร้างบังกะโลไม้ไผ่เพียง 9 หลังบนหาดกะตะ แต่ในวันนี้ ธุรกิจได้เติบโตจนครอบคลุมโรงแรม 9 แห่ง มีห้องพักรวมกันกว่า 2,200 ห้องใน 4 จังหวัดภาคใต้

กะตะกรุ๊ปยกความสำเร็จในปัจจุบันให้กับการเป็นพันธมิตรทางการเงินร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มายาวนานเกือบ 40 ปี ทางกลุ่มให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จนทำให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง “Green Hotel ระดับดีเยี่ยม (Gold Class)”

เมื่อมองไปข้างหน้า เป้าหมายในอนาคตของกะตะกรุ๊ปคือการขยายธุรกิจไปสู่ระดับสากล และร่วมขับเคลื่อนภูเก็ตให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง

กะตะกรุ๊ป รีสอร์ท มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและจริงจัง โดยยึดมั่นในหลักการที่ว่า “ไม่ใช่แค่ที่พักที่ดี แต่คือความมุ่งมั่นในการสร้างโลกที่ดียิ่งขึ้น” สิ่งนี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อธรรมชาติและสังคมในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำและไฟฟ้า พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ตลอดจนปลูกฝังแนวคิด “Reduce, Reuse, and Recycle” (ลดการใช้ นำกลับมาใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่) ทั้งในกลุ่มพนักงานและผู้เข้าพัก

นอกจากนี้ ยังขยายผลไปถึงการบริหารจัดการขยะและมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดผลกระทับต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ ทางเสียง และน้ำเสีย ตลอดจนการอนุรักษ์พันธุ์พืช สัตว์ป่า และระบบนิเวศในท้องถิ่น รวมถึงวิถีชีวิตของชุมชน

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือการ “สื่อสาร” และสร้างความร่วมมือกับชุมชนและองค์กรต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ในปัจจุบัน รีสอร์ตในเครือจะได้รับรางวัล “Green Hotel” ระดับ Gold Class จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รางวัลเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

SCB: พันธมิตร 40 ปี ที่แค่มองตาก็เข้าใจ

ตลอดเส้นทาง 45 ปี กะตะกรุ๊ปต้องเผชิญกับวิกฤตหลายครั้ง ตั้งแต่ Y2K สึนามิ ไปจนถึงโควิด-19 ซึ่งวิกฤตครั้งหลังสุดนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด อย่างไรก็ตาม คุณประมุขพิสิฐไม่ได้กังวลใจกับเหตุการณ์สึนามิมากนัก เพราะเขาใช้เวลาเพียง 3 เดือนในการฟื้นฟูและดึงนักท่องเที่ยวกลับมา โดยใช้กลยุทธ์การลดราคาอย่างดุดันเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่วิกฤตโควิด-19 ที่ยาวนานกว่า 2 ปี ถือเป็นบททดสอบที่ยากที่สุด ทว่า “ธุรกิจก็รอดมาได้” ต้องขอบคุณพันธมิตรที่แข็งแกร่งและการช่วยเหลือจากหลายๆ ฝ่าย

การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือการมี “พันธมิตรที่ดี” และ “ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)” ก็เป็นพันธมิตรที่ดีรายนั้นมาอย่างต่อเนื่องตลอด 40 ปี

คุณประมุขพิสิฐเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับ SCB ในปัจจุบันว่าเหมือน “หมอกับคนไข้” แค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่ามีอะไรผิดปกติและต้องรักษาอย่างไร ทุกครั้งที่ทางกลุ่มมีปัญหา ธนาคารจะยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขทันที ทำให้สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

“เมื่อเร็วๆ นี้ ผมกำลังอยู่ในขั้นตอนการดูโรงแรมภายใต้เชนบริหารระดับนานาชาติ 2-3 แห่ง ผมเพิ่งจะเอ่ยถึงแผนการนี้กับเจ้าหน้าที่ของ SCB ไปได้ไม่นาน หลังจากนั้นพวกเขาก็แจ้งกลับมาว่าได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนจำนวน 3,000 ล้านบาทเตรียมไว้ให้แล้ว สิ่งนี้ช่วยตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานจนแทบไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากเลยครับ”

เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน

สำหรับอนาคตของภูเก็ต คุณประมุขพิสิฐเชื่อว่าภาคเอกชนกำลังทำผลงานได้ดีและมีศักยภาพสูง ทว่าสิ่งที่เขาเป็นห่วงคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะโดยภาครัฐ “สิ่งสำคัญคือเราต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยด่วน ทั้งปัญหาน้ำเสียไหลลงทะเล การเผาป่า หมอกควัน PM2.5 และเราต้องลงทุนในระบบสาธารณูปโภคอย่างจริงจัง ไม่ใช่หันมาหาเราแค่ตอนที่เศรษฐกิจแย่ แต่กลับลืมพัฒนาในยามที่เศรษฐกิจดี ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศ รัฐบาลต้องจริงจังและลงมือทำทันที”

ในท้ายที่สุด คุณประมุขพิสิฐสรุปว่า จากบังกะโลไม้ไผ่ 9 หลัง ธุรกิจได้เติบโตสู่เครือโรงแรม 9 แห่ง จากการเริ่มต้นด้วยค่าที่พักเพียง 40 บาทต่อคืน ได้กลายเป็นองค์กรที่มั่นคงมายาวนานกว่า 45 ปี และตอนนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มโรงแรมชั้นนำในภาคใต้ของประเทศไทย บริหารงานโดยคนไทย ปัจจุบันกะตะกรุ๊ปมีโรงแรมและรีสอร์ต 9 แห่งใน 4 จังหวัดภาคใต้ รวมกว่า 2,200 ห้อง ตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของไทย และติดอันดับ “TOP 3” ของกลุ่มโรงแรมที่มีห้องพักมากที่สุดบนชายฝั่งอันดามัน

เส้นทางทั้งหมดของ “กะตะกรุ๊ป” ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยโชคชะตา แต่เกิดจากวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การลงมือทำอย่างเด็ดขาด การสร้างพันธมิตรที่มั่นคง และการยึดมั่นในแนวคิดเรื่องความยั่งยืน ดังนั้น เมื่อมองไปข้างหน้า เขาจึงคาดหวังที่จะได้เห็นธุรกิจขยายตัวไปสู่ระดับสากล และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนที่ผลักดันให้ภูเก็ตกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในทุกๆ ด้าน

“กะตะกรุ๊ปเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2523” เขาเล่า โดยเน้นย้ำว่าในเวลานั้น “พวกเรา” ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจโรงแรมเลยแม้แต่น้อย แรงผลักดันเดียวของเขาคือความชอบส่วนตัวในการศึกษาและการเดินทาง ดังนั้นในช่วง 8 ปีแรก ธุรกิจจึงเริ่มต้นด้วยบังกะโลไม้ไผ่หลังเล็กๆ เพียง 9 หลัง ซึ่งค่อยๆ ขยายเป็น 80 หลัง โดยไม่ได้กู้เงินจากธนาคารเลย

“ในช่วงแรก ธุรกิจเป็นเพียงกระท่อมไม้ไผ่บนผืนดินเช่าริมหาดกะตะ จุดเด่นที่ยังคงเป็นเสน่ห์ของกะตะกรุ๊ปมาจนถึงทุกวันนี้ คือความร่วมมือจาก ‘ชาวบ้าน’ หรือชุมชนท้องถิ่น ความแข็งแกร่งของชุมชนได้มารวมพลังกันช่วยก่อสร้าง ออกแบบ และสร้างทุกอย่างด้วยแนวคิดที่ลงมือทำด้วยตัวเอง สิ่งนี้ช่วยหล่อหลอมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนในท้องถิ่นตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ คุณเล็ก-เพิ่มพูน ไกรฤกษ์ ผู้บริหารจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้มาเยี่ยมชมพื้นที่ในขณะที่ยังเป็นบังกะโล เขาได้ชวน “กะตะกรุ๊ป” ให้มาเป็นลูกค้าของ SCB

แม้ว่าคุณประมุขพิสิฐจะปฏิเสธในตอนนั้นเนื่องจากยังไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน แต่เขาได้ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า: “ถ้าวันไหนผมสามารถซื้อที่ดินผืนนี้ได้ ขอความกรุณาสนับสนุนผมด้วยนะครับ” นี่คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ยาวนานมาจนถึงปัจจุบันเกือบ 40 ปี

“เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ผมตัดสินใจซื้อที่ดินที่นี่ ราคาเสนอขายสูงถึง 68 ล้านบาท ซึ่งถือว่าแพงมากในตอนนั้น แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ก็กล้าที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ หลังจากได้ที่ดินมา เราก็ทุบทุกอย่างทิ้งแล้วสร้างอาคารโรงแรมใหม่ โดยลงทุนไปหลายร้อยล้านบาท จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เรามีโรงแรม 9 แห่งแล้วครับ”

ในมุมมองของคุณประมุขพิสิฐ ตลาดการท่องเที่ยวในภูเก็ตมีการแข่งขันสูงมาก การจะอยู่รอดได้ต้องคิดล่วงหน้าอยู่เสมอ ดังนั้น โรงแรมแต่ละแห่งภายใต้กะตะกรุ๊ปจึงมีแนวคิด (Concept) ที่แตกต่างกันเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

ยกตัวอย่างเช่น โรงแรมในเขาหลักและกะรนจะเป็นแบบ “Adults Only” (เฉพาะผู้ใหญ่) โดยไม่รับผู้เข้าพักที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ขณะเดียวกัน ทางกลุ่มก็นำเสนอโรงแรมที่เน้นกลุ่มครอบครัวอย่าง ภูเก็ต ออร์คิด รีสอร์ท และ ประมุกโก้ รีสอร์ท ซึ่งแห่งหลังนี้โดดเด่นด้วยสวนน้ำขนาดใหญ่และมีห้องพักมากกว่า 500 ห้อง ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวขนาดใหญ่ โดยเฉพาะตลาดสแกนดิเนเวียและจีนที่มักเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมสำหรับกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวที่มองหาความคุ้มค่า เช่น ประมุกโก้ รีสอร์ท ที่มีราคาเฉลี่ยเพียงประมาณ 3,000 บาทต่อคืน โดยผู้เข้าพักสามารถใช้บริการสวนน้ำได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ช่วยให้โรงแรมยังคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน

พลังงานสะอาดนำไปสู่การลดต้นทุนอย่างมหาศาล

ในการขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า คุณประมุขพิสิฐเน้นย้ำถึงการดำเนินงานผ่านความยั่งยืนเป็นหลัก เขา มองว่าความยั่งยืนไม่ใช่แค่แนวคิดใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ทางกลุ่มได้ปฏิบัติมาตั้งแต่เริ่มต้น เช่นที่ บียอนด์ กะตะ โถงกลางได้รับการออกแบบให้เป็น Atrium ขนาดใหญ่แบบเปิดโล่งโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศ ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 145,000 บาทต่อเดือน และในปัจจุบัน ด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงแรม ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงไปได้อีกกว่า 400,000 บาทต่อเดือน

นอกเหนือจากพลังงานสะอาดแล้ว ทางกลุ่มยังได้ลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงแรมเพื่อป้องกันไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล นี่คือตัวอย่างของการดำเนินธุรกิจไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เขาเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทุกคนที่จะต้องมีจิตสำนึกในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมากขึ้น

จากบังกะโลไม้ไผ่เพียง 9 หลังบนหาดกะตะ สู่การเป็นกลุ่มรีสอร์ทที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศซึ่งอุทิศตนเพื่อ “ความยั่งยืน” ในวันนี้ “กะตะ กรุ๊ป รีสอร์ท ประเทศไทย” และ “บียอนด์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ต” กำลังตั้งเป้าหมายสู่หมุดหมายใหม่ นั่นคือการก้าวไปสู่การเป็น “แบรนด์ระดับสากล”

นี่คือคำประกาศอย่างภาคภูมิใจของคุณประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ กะตะ กรุ๊ป รีสอร์ท ประเทศไทย และ บียอนด์ โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ต ซึ่งได้แบ่งปันกับสื่อมวลชนในงานเสวนา “SCB LIVE SUSTAINABLY IN PHUKET: Our Commitment to Sustainable Hotels” งานนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ ยี่เท็ง ฮอสพิทาลิตี้ (Yee Teng Hospitality) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยขับเคลื่อนโรงแรมในภูเก็ตให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและได้รับการยอมรับในระดับสากล

คุณประมุขพิสิฐได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ “กะตะกรุ๊ป” โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่กลุ่มโรงแรมที่ยั่งยืนนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งน่าหลงใหลและท้าทาย